Hardware

       หน้าจอมือถือพักหลังๆ มันมีออกมามาก  ผู้บริโภคอย่างเรา อ่านแล้วงงมาก เทคโนโลยีอะไรก็ไม่รู้ แต่ละยี่ห้อเรียกไม่เหมือนกันซักกะอย่าง วันนี้ครับผมจะมานำเสนอเทคนิคง่ายๆในการเลือกหน้าจอมาใช้ให้เหมาะสม แต่ละบุคคล ไม่เน้นหลักการเยอะนะครับ
 


  1.     แบบหน้าจอ         
  
          TFT LCD (Thin Film Transistor – Liquid Crystal Display) เป็นหน้าจอแบบเก่าที่ใช้กันมานาน                      
        ข้อดี      มีราคาถูก ต้นการผลิตต่ำกว่า สีสันและความคมชัด อยู่ในระดับปานกลาง                   
        ข้อเสีย   มุมมองจำกัดในการใช้งานมาก  และบริโภคพลังงานสูงกว่าแบบอื่น          
        การใช้งาน   หน้าจอ  LCD เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ทั่วไป ที่ได้ไม่ได้เน้นความคมชัดมาก และมือถือกลุ่มราคาย่อมเยา โดยมีการเพิ่มความละเอียดเข้าไป   


                                                    Nokia Asha ใช้หน้าจอแบบ TFT LCD   

          
           AMOLED,AMOLED Plus, Super AMOLED (Active Matrix Organic Light Emitting Diode) เป็นหน้าจอที่พัฒนาขึ้นมาโดยเจ้าตลาดหลัก Samsung ใช้งานในมือถือกลุ่ม Galaxy และมือถืออีกหลายเจ้าที่ซื้อไปประกอบเครื่องต้นเอง               
          ข้อดี   สีสันและความคมชัด อยู่ในระดับดีมาก สีสด  มีความสว่างด้วยตัวเอง ไม่ต้องใช้  Backlight ทำให้ได้หน้าจอที่บางลง                  
          ข้อเสีย ใช้งานกลางแจ้งยังไม่ชัดเจนเท่าไร ยังมีปัญหาการใช้งานสีฟ้าอยู่บาง             
           การใช้งาน  มือถือ Samsung ตระกูล Galaxy หน้าจอที่ใหญ่หน่อย เหมาะสมกับกลุ่มคนใช้มือถือที่เน้นความบันเทิง เล่นเกม ดูหนังฟังเพลง

  
                                    Samsung Galaxy SIII ใช้หน้าจอ Super AMOLED     
 
        
              IPS , Super IPS LCD ( In-Plane Switching Liquid Crystal Display) เป็นหน้าจอที่พัฒนาขึ้นมาโดยแก้ไขปัญหาเรื่องมุมมองหน้าจอ และปรับปรุงรายละเอียดสีสันความคมชัด                  
         ข้อดี      สีสันและความคมชัดแม่นยำ ใช้งานกลางแจ้งได้ดี มีความสว่างมากที่สุดกว่าแบบอื่น  มองสบายตา มีมุมมองการใช้งานดีสุด                  
         ข้อเสีย    จะมีราคาแพงมากหน่อย            
         การใช้งาน       มือถือ LG และ Apple I phone , Ipad   และพันธมิตร ด้วยข้อดีที่สีสันและความคมชัดสูง ใช้งานได้ทุกมุมมอง  มองกลางแจ้งเห็นชัดกว่าแบบอื่นๆ จึงเหมาะกับคนที่ใช้สายตากับมือถือนานๆ หรือคนที่ทำงานกลางแจ้งบ่อย รวมทั้งมือถือที่เน้นความบันเทิง เล่นเกม ดูหนังฟังเพลง       
 
                                                       Iphone 4s ใช้หน้าแบบ IPS LCD     
 
              S-LCD (Super Liquid Crystal Display) เป็นการพัฒนาเพิ่มความสามารถ LCD ปกติให้มีความสว่าง และคมชัดมากขึ้น                   
         ข้อดี    สีสันและความคมชัด อยู่ในระดับดี มองสบายตา                   
         ข้อเสีย  มุมมองการใช้งานแคบ ใช้กลางแจ้งลำบาก และยังบริโภคพลังงานสูง            
         การใช้งาน    มือถือ HTC เป็นหลัก เหมาะสมกับกลุ่มคนใช้มือถือที่เน้นความบันเทิง เล่นเกม ดูหนังฟังเพลง         
                                                                             
                                                HTC Sensation XE ใช้หน้าจอแบบ S-LCD        
 
              LED Backlit LCD หรือ Reality Display เป็นหน้าจอที่เปลี่ยนจากเดิมใช้ TFT ในการส่องสว่างมาเป็น LED                    
            ข้อดี      รายละเอียด และสีสันความคมชัดดีมาก ใช้งานกลางแจ้งได้ดีระดับหนึ่ง                 
            ข้อเสีย  มุมมองการใช้งานแคบ  และยังบริโภคพลังงานสูง             การใช้งาน     ใช้กับมือถือ Sony Xperia เหมาะสมกับกลุ่มคนใช้มือถือที่เน้นความบันเทิง เล่นเกม ดูหนังฟังเพลง    
                  หมายเหตุ จอชนิดอื่นๆบางตัวก็ใช้ LED Backlit ต่อท้ายด้วย ซึ่งก็หมายถึงใช้ LED ในการส่องสว่าง เช่น IPS LED Backlit      
                                                                                     
                                         Sony Xperia ใช้หน้าจอแบบ Reality Display  

           สรุป   ที่กำลังมาแรงตอนนี้คือ IPS LCD และตามด้วยกลุ่ม AMOLED  
 


2.     ขนาดหน้าจอ    

        2.8 – 3.3นิ้ว เหมาะกับผู้เริ่มต้นใช้ Smart Phone หรือ น้องนักเรียนมือเล็กๆหน่อย ใช้โทรเข้าโทรออก คุยแซทบางนิดหน่อย ไม่ได้จ้องหน้าจอนานๆ พกพาได้ง่าย คนมือใหญ่ไม่ควรใช้อย่างยิ่ง พิมพ์ตัวอักษรและเล่นเกมยาก 

         3.5 - 4 นิ้ว   เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไป ใช้งานได้สะดวก พักพาได้ ไม่หนัก หรือตุงกระเป๋ากางเกงเกินไป ถ้าได้หน้าจอบางๆ ด้วยจะดีมาก สามารถใช้งาน App ได้สะดวก พิมพ์ตัวอักษรได้ง่ายขึ้น เกมทั่วไปเล่นได้ดี 

          4.3 ขึ้นไป  เหมาะกับผู้ที่ใช้งานมือถือเป็นชีวิตจิตใจ  วันๆหนึ่งจ้องหน้าจอนาน เน้นความบันเทิง  ดูวีดีโอเต็มตา อีกทั้งเล่นเกมหนักๆ ความระเอียดสูงๆ มันมากครับ จอใหญ่ย่อมได้เปรียบในแง่การพิมพ์ข้อความ แซท และเหมาะกับคนชอบถ่ายรูป เห็นภาพชัดดี รวมทั้งกลุ่มผู้ใช้มือถือทำงาน จะแก้ไขไฟล์เอกสารได้

          สรุป   หน้าจอ 3.5 - 4 นิ้ว   น่าจะเพียงพอสำหรับการใช้งาน แต่ถ้าใช้มือถือบ่อยกว่าควรเล่น 4.3 ขึ้นไป
 

 
   3.     ค่าความหนาแน่นเม็ดสี (Pixel Density) และจำนวนสีที่แสดงได้          

           ตัวนี้พูดให้ง่ายก็คือค่าความคมชัด และความระเอียดหน้าจอครับ ยิ่งมากยิ่งดี ตัวเลขจะแสดงเป็นหน่วย ppi ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาไปมาก จนสามารถแสดงผลเม็ดสีออกมาเทียบเท่ากับที่ตามนุษย์แยกได้  ถ้านึกไม่ออกก็นึกถึง Apple New Ipad ครับ เป็นRetina Display  ภาพสมจริงมากๆ  และมือถือราคาแพงหน่อยค่าก็จะเยอะหน่อย  ราคาถูกลงก็จะลดไปเรื่อยๆ ตามราคานะครับ  คนที่ใช้จ้องหน้าจอนานๆ เลือกสูงๆไว้เลย                 
            จำนวนสีที่แสดงได้ มีตั้งแต่ 65,536  262,144 และ16,700,000 แนะนำ 16 ล้านสีนะครับ สองตัวแรก แสดงสีได้น้อย  ตัวนี้ค่ายิ่งมากยิ่งดี             
 

           ตัวอย่าง  The New Ipad กับหน้าจอละเอียด และความคมชัดสูง ข้อมูลจาก Thaimobilecenter  

 
4.     ระบบสัมผัสหลายจุด (Multi-Touch)           
         ข้อนี้มือถือรุ่นใหม่ควรจะมีระบบสัมผัส ตั้งแต่ 2 จุดขึ้นไป เพื่อการใช้ที่สะดวก ส่วนใหญ่ก็มีหมดแล้วแหละครับ แต่ระวังกลุ่มมือถือราคาย่อมเยาบางตัวไม่มีนะครับ ถ้าซื้อก็ควรดูให้รายระเอียดดี เราจะใช้ตอนซูม-ย่อขยายภาพ และเล่นเกมบางทีต้องใช้งาน  
 

 
5.     วัสดุกระจกที่ใช้          
        ควรเลือกที่ใช้กระจกแบบทนทานต่อการกระแทรก และรอยขีดข่วน ปัจจุบันนิยมเป็น Gorilla Glass Display ครับ หรือพื้นผิวหน้าจอแบบ Oleophobic Coating ที่ใช้ใน Ipad ใช้คู่กับฟิลม์กันรอยจะช่วยรักษาหน้าจอคุณให้สวยไปอีกนาน            
 
 
 
                     นอกนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ ที่แต่ละค่ายสร้างมาเฉพาะ เช่น จอสัมผัสแบบทำงานได้แม้เปียกน้ำ พบในกลุ่มพวกมือถือกันน้ำ หรือ BRAVIA Engine ของ Sony ปรับให้ภาพและวีดีโอดูสวยเรียบเนียนขึ้น สุดแท้แต่ใครจะอยากได้อะไรเพิ่ม ก็เลือกหน้าจอมือถือให้เหมาะสมกับการใช้งานของคุณนะครับ

               แอร์การ์ดเป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เข้ากับเครือข่ายไร้สายเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เพราะมีความสะดวก สามารถใช้ Port USB เชื่อมต่อ และเป็นแหล่งไฟในตัว  ซึ่งคุณสมบัตินี้ทำให้ได้เปรียบกว่าการเชื่อมต่อด้วยโทรศัพท์มือถือ  ในเวลานี้แอร์การ์ดมีราคาถูกลงกว่าเดิมมาก มีให้เลือกทั้งจากค่ายโทรศัพท์ จากผู้ผลิตอิสระ ส่วนมากเป็นการนำเข้ามาจีน เพื่อให้ได้แอร์การ์ดที่ถูกใจเรา ผมมีคำแนะนำการเลือกซื้อดังนี้ครับ 


1. คลื่นความถี่ในการใช้งาน วิธีการเลือกให้เลือกแอร์การ์ดที่สามารถใช้งานความถี่เดียวกันกับเครือข่ายที่เราต้องการใช้

                        AIS                                           900          MHz

                        Dtac,TrueMove,TrueMoveH           850           MHz

                        TOT                                          2100        MHz

ถ้ามีงบประมาณเพียงพอ ซื้อแบบใช้ได้ทุกคลื่นความถี่ไปเลยดีกว่าครับ  ราคาไม่แพงประมาณ 1500 ก็มี 


2. ความเร็วในการเชื่อมต่อ  มาตรฐานความเร็วสูงสุด 3.9G อยู่ที่ 42 Mbps  ปัจจุบันแอร์การ์ดที่ขายกันอยู่มีที่ 3.6 ถึง 21 Mbps  วิธีการเลือกดูว่าคุณมีความจำเป็นขนาดไหน  คราวๆประมาณนี้ครับ

                 3.6 Mbps       ดูเว็บ อีเมล์ เข้า Face book, Chat เป็นส่วนมาก Load MP3

                 7.2 Mbps        คล้ายด้านบนแต่เน้นดูวิดีโอ ดาว์นโหลดไฟล์ขนาดใหญ่

                 21,42 Mbps   ดาว์นโหลด อัพโหลดตลอดเวลา มีเงินเหลือๆ ชอบแชร์ไฟล์

ถ้าเป็นตอนนี้แนะนำ 7.2 Mbps เพราะความเร็วเอาเข้าจริงๆ 3G บ้านเรา ไม่เร็วเกิน 7 Mbps มากนัก ราคาถูกมีให้เลือกเยอะ ส่วน 21,42 Mbps ซื้อมาก็อาจใช้ได้ไม่เต็มความเร็ว แพงเปล่าๆ และถ้า 3G เร็วขนาด21Mbps ผมว่าเค้าคงไม่มีใครใช้เน็ตสายตามบ้านเป็นแน่แท้ เกิดขึ้นยาก กลไกตลาดมีอยู่


3. ยี่ห้อ หรือแบรนด์สินค้า  อันนี้ผมก็ไม่ได้ยึดติดอะไรมาก  ถ้าคุณไม่มีความรู้เอาของศูนย์จะดีที่สุด.....  แต่มีข้อเสียคือ ใช้ได้แต่เครือข่ายนั้น  ที่ดังๆก็มี ยี่ห้อหัวเหวย  

 4. การรับประกัน  สำคัญสุดๆๆๆ ควรไม่ต่ำกว่า 1 ปี น่าเกียจหน่อยก็ 6 เดือน

5. พื้นที่การให้บริการ อย่าลืมเข้าเว็บของแต่ละค่าย อัพเดตข้อมูลพื้นให้บริการ คาดว่าปลายปี 55 จะครอบคลุมทั่วประเทศ  (หมายถึงในตัวเมือง และเขตตัวอำเภอนะจ๊ะ )

6. การออกแบบและฟังก์ชันการใช้งานเสริม   เช่น ใส่ SD Card เป็นตัวเก็บข้อมูลได้, เชื่อมต่อ WiFi การออกแบบ,ขนาดของตัวแอร์การ์ด แล้วแต่จะชอบกันล่ะ

           อยากได้ก็ซื้อเลยครับ คงไม่ต้องรอให้ถูกไปมากกว่านี้แล้ว

            เรื่องก็มีอยู่ว่าฮาร์ดดิสผมมันเกือบเต็มแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ไปเที่ยวพันทิพย์งามวงศ์วานมา เกิดกิเลสอยากได้ฮาร์ดิสขึ้นมาทันใด มองหาแล้วซื้อมา 1 ตัว SATA 2 ของ Western 320 G ราคา 1790 บาท

           วิธีการเลือกของผม

          1. ดูว่าเมนบอร์ดของเราลองรับแบบไหน ดูได้ในเมนบอร์ด หรือข้างกล่อง แต่ส่วนใหญ่รุ่นใหม่จะเป็น SATA 2 ของเก่าจะเป็น IDE หาซื้อยาก อ่านข้อมูลชนิดอาร์ดดิส คลิก Link นี้

 

 
รูปหัวต่อสาย ฮาร์ดิส SATA 2 

 

           2. เลือกขนาดความจุที่ชอบ ผมว่าที่ 320 G กำลังดี ยิ่งมากยิ่งแพง

               

                                              ต่อสายครบแล้วเสียบไปตามรูป

      3. ดูประกันเดียวนี้ควรเลือกแบบ 5 ปีไปเลย

            ตอนแรกจะไม่ซื้อแล้ว กลัวติดตั้งเองไม่ได้ แต่ด้วยกิเลส ความลองดีส่วนตัว คิดว่าน่าจะหาข้อมูลจากพี่ Google ได้ ก็เอามา ที่ซื้อมาเขาไม่แถมสายนะ ถามแล้วบอกว่าโรงงานไม่ให้  จึงซื้อเพิ่มอีก 2 สาย คือ สายข้อมูล Data , สายไฟฟ้า SATA 2 

            กลับมาลองทำดู เสียบสายให้ครบต่อกับกับเมนบอร์ด เิปิด Windows เข้ามา พักหนึ่งจะตรวจเจอ มันก็บอกประมาณว่า เจออุปกรณ์ พร้อมทำงานแล้ว ดูใน My Computer กลับไม่พบฮาร์ดิสมาเพิ่มขึ้นมา  จากการค้นหาข้อมูลเขาว่าฮาร์ดดิสที่ไม่ได้  Partition Windows มองไม่เห็น จริงแท้แน่นอน แล้วจะพาร์ทิชั่นงัยไงว่า แนะนำให้ใช้ Partition Magic 8 วิธีตามบอร์ดนี้เลยครับ ใช้ง่าย ไม่ต้อง Restart คอม จาก http://www.ez-admin.com

 http://www.ez-admin.com/index.php?option=com_content&view=article&id=82:-hardware&catid=34:hardware&Itemid=45

            ได้วิธีแล้ว โปรแกรมก็มีคนใจดีลงไว้ บอร์ดนี้ Credit คุณมิก Download ตามสบาย ห้ามไปโหลดจาก Web อื่นเพราะอาจได้เป็นตัว Demo มันทำพาร์ทิชั่นไม่ได้จ๊ะ  

  http://www.rubsub.com/forums/index.php?topic=7857.0

            สรุปลองทำดูแล้ว ทำได้จริง(ขนาดไม่เคยทำมาก่อนนะเนี่ย คนมันมั่วเนี่ยน) ถือว่าเป็นการรวบรวมข้อมูลดีๆ มาบอกเล่าต่อนะ

            รูปภาพประกอบจาก BuyComs.com และ www.satacables.com